การทำ Port trunking

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลประเภท NAS นอกจากจะมีฟีเจอร์ที่โดดเด่นในเรื่องของ RAID ที่เข้ามาช่วยเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านเขียนข้อมูลแล้ว ยังสามารถสร้าง Storage pool สร้าง Volume ได้ ไม่ใช่แค่ Create RAID แล้วสร้าง Share folder และหากเป็น NAS ระดับการใช้งานองค์กรต้องสามารถ Scale-out Storage ได้ด้วย

อีกย่างฟีเจอร์โดดเด่นของอุปกรณ์พวก NAS เลยก็คือ UI มีเครื่องมือในการทำ Port trunking แบบแบ่งกลุ่มได้ง่ายมากๆ หลายคนอาจจะบอกว่า Linux ก็ทำได้ ใช้ครับ Linux ทำได้แต่ไม่ง่ายนะจ๊ะ (สำหรับมือใหม่)การทำ Port trunking แบบแบ่งกลุ่มคือ Eth0 + Eth1 ทำ Load Balancing สำหรับให้บริการ CIFS/SMB Eth2 + Eth3 ทำ Load Balancing สำหรับให้บริการ NFS service เป็นต้นซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วรูปแบบการทำ Port trunking จะมีด้วยกันทั้งหมด 7 โหมด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก ใช้งานกับอุปกรณ์ Switch ทั่วๆ ไป Unmanged Switch
กลุ่มสอง ใช้งานกับอุปกรณ์ Switch แบบ Managed Switch L2/L3

กลุ่มแรก มีอะไรบ้าง

โหมด mode=active-backup
Active-Backup ทุกพอร์ตที่ถูกจับมาทำ Port trunking จะมีแค่พอร์ตเดียวที่ถูกใช้งาน
ส่วนที่เหลือจะเป็นแค่ตัวสำรอง ที่จะทำงานเมื่อพอร์ตแรกมันเดี้ยงไป
อันนี้เป็น Fault tolerance อย่างเดียว
โหมด  mode=balance-tlb
Balance-tlb หรือ Balance Adaptive Transmit Load Balancing โหมดนี้จะทำการแบ่งข้อมูลที่จะส่งออก
ให้กระจายส่งกันไปตามพอร์ต LAN ต่างๆ ที่เราทำ Port trunking เอาไว้
แต่ข้อมูลขาเข้า จะถูกรับโดยพอร์ต LAN แค่พอร์ตเดียว ซึ่งหากพอร์ตนี้เดี้ยง พอร์ตอื่นก็จะเข้ามารับหน้าที่แทน
อันนี้จะเป็น Load balancing กับ Fault tolerance

 

โหมด mode=balance-alb
Balance-alb หรือ Balance Adaptive Load Balancing ซึ่งจะคล้ายๆ กับ Balance-tlb แต่ว่าทั้งข้อมูลขาเข้าและขาออก
จะถูกแบ่งให้กระจายส่งไปตามพอร์ต LAN ต่างๆ อันนี้จะเป็น Load balancing กับ Fault tolerance

กลุ่มสอง มีอะไรบ้าง

โหมด mode=balance-rr
Balance-rr หรือ Balance Round-Robin ซึ่งจะทำการส่งข้อมูลแบบเป็นลำดับ ไล่ไปตามพอร์ต LAN ทีละอัน ตั้งแต่พอร์ตแรกไปยันพอร์ตสุดท้าย เป็นการทำ Load balancing และ Fault toleranceโหมด mode=balance-xor
Balance-xor เป็นการส่งแพ็กเก็ตข้อมูลโดยพิจารณาจากค่า Hash ของต้นทางและปลายทางของแพ็กเก็ต โหมดนี้ก็เป็นทั้ง Load balancing และ Fault tolerance 

โหมด mode=broadcast
Broadcast โหมดนี้ตามชื่อเลย ทุกแพ็กเก็ตจะถูกส่งออกมาจากทุกๆ พอร์ต LAN ที่เราทำ Port trunking ในโหมดนี้ เป็นการทำ Fault tolerance เพียงอย่างเดียว

โหมด mode=802.3ad
802.3ad dynamic อันนี้แหละที่เหล่าแอดมินใช้งานกันครับ เป็นการทำ Link Aggregation ผ่านโปรโตคอล LACP (Link Aggregation Control Protocol) ทำให้แบนด์วิธของอุปกรณ์สูงขึ้น เหมาะสำหรับการเพิ่มแบนด์วิธให้รองรับการใช้งาน

โปรโตคอล LACP มันพิจารณาจากค่า Hash ของต้นทางและปลายทางของแพ็กเก็ต (Hash จาก MAC ของ Source และ Destination กรณี​ใช้  L2 Switch และ Hash จาก IP ของ Source และ Destination กรณี L3 Switch) วิธีการ Hash ไม่ใช่การ Random นะครับ ถ้า Input เหมือนเดิม จะ Hash ยังไงก็ได้ Output เท่าเดิม

นั่นหมายความว่า ถ้ามีเซิร์ฟเวอร์สื่อสาร 1 Communication หรือว่ามี 1 Source ต้องการส่งแฟรมแพ็กเก็ตไปยัง 1 Destination หรือเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง การส่งแพ็กเก็ตลักษณะนี้ยังไงก็จะได้แบนด์วิธเท่ากับ 1 Network Adapter (อาทิ 1Gbps) เพราะมัน Hash ยังไงก็ออก Port เดิมครับLACP จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ ใน Environment นั้นๆ มีหลาย Conversation คือมี Clients Source และ Destination หลายเซิร์ฟเวอร์NOTE: ผู้เขียนขอให้ความเห็นว่า LACP ดี แต่ถ้าจะให้ดีมีประสิทธิภาพมากที่สุดตัวการ์ดเน็ตเวิร์ก Network Adapter ต้องมากกว่าแบบ  1GbE – 10GbE

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Please validate : * Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.