24 cognitive biases perception of reality

คุณจะกลายเป็นคนฉลาด! ถ้าได้รู้…มารู้จักความลำเอียงในการติดสินใจที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรากันครับ…

[1.] Anchoring effect

หรือสมอเรือ (ปักมุดในการตัดสินใจ)
Anchoring effect คือลำเอียงทางความคิดที่เราพึ่งรับมันเข้ามา แล้วเราจะยัดสิ่งนั้นไม่ใช่ทันที สิ่งนั้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราคิด ตัวอย่าง เช่น ลองใช้เวลา 5วินาที ประเมินตัวเลขต่อไปนี้ 
กลุ่มไหนมีค่ามากกว่า…

กลุ่มที่ 1 : 9x8x7x6x5x4x3x2x1
กลุ่มที่ 2 : 1x2x3x4x5x6x7x8x9

ซึ่งจริงๆ แล้วคำตอบน่าจะมีค่าเท่ากัน 
แต่คนส่วนใหญ่เลือกกลุ่มที่ 1 
.

[2.] Sunk cost fallacy

หรือต้นทุนจบ
คือเสียดายต้นทุนที่ลงไปแล้ว ทั้งๆ ทีจริงๆเราไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อ เช่น การอิมพลีเม้นท์ระบบ รู้ทั้งรู้ว่าหากเสร็จก็จะได้ใช้งานจริงเพียงแค่ 6 เดือน เพราะ Timeline ระบบใหม่เตรียมรันบนคลาว์ด เดือน 7 แต่ทีมไม่หยุด เพราะต้องอิมพลีเม้นท์ให้เสร็จเพราะเกี่ยวข้องกับ KPI โปรเจคต้องเสร็จ
(คือเราเสียดายสิ่งที่ทำ แต่ได้ KPI คือทำงานเสร็จ)
.

[3.] Confirmation bias

คือการหาข้อมูลมาเพิ่มเพื่อประกอบความลำเอียงของเรา
สมุติว่าเราเชื่อ รถเบนซ์เป็นรถที่ดี ทั้งๆ ที่เราจะซื้อรถเบนซ์อยู่แล้ว
ลักษณะ confirmation bias คือเราไปถาม Sales น้องๆ รถเบนซ์ดีไหม? ซึ่ง Sales ต้องตอบว่าดีอยู่แล้ว 
.

4. Dunning-kruger effect

ความมั่นใจตอนแรกเกิดจากที่เราไม่รู้อะไร (แต่คิดว่ารู้ทุกอย่าง) 
เพราะอ่านนั้นอ่านนี่มา แต่พอเวลาผ่านไป ยิ่งรู้มากขึ้นเท่าไหร่ confident กลับลดลงว่าเราไม่รู้อะไร (มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่รู้)

ยิ่งเราศึกษาเยอะความมั่นใจเราจะลดลง

“The more you know, the less confident you’re likely to be”
.

[5.] Backfire effect

สมุติว่ามีคนมาโต้แย่อะไรสักอย่างที่มันเป็นความเชื่อของเรา (เชื่อมากๆ เป็น core believe)
ถ้ามีคนมาบอกว่าอันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จริง ทันใดนั้น มันจะเกิด backfire effect ตอบกลับทันที
ทำให้เราเชื่อเรื่องนั้นมากเพิ่มขึ้นไปอีก

เช่น สมุติว่า เราเชื่อว่าอุปกรณ์ Ciscoo ไม่ดีเลย แต่มีคนหนึ่งที่มาบอกว่า Ciscoo มันดีนะแบงค์ต่างๆ ก็ใช้

ผลคือเรายิ่งเชื่อว่า Ciscoo ไม่ดี เพราะทุกๆ วันที่ 1 ระบบแบงค์ยังลุมอยู่เลย
.

[6.] Barnum effect

เช่น การอ่านดวง วันเกิดต่างๆ ส่วนใหญ่เรารู้สึกว่ามันแม่นมันตรง 
เราจะพยายามหาเรื่องตีความว่ามันแม่นมันตรงกับเราจริงๆ 
.

[7.] Declinism

เราพยายามคิดว่าอดีตมันดูแย่ไปหมด อนาคตดีกว่า

เช่น อดีตนะนายกคนเก่าสร้างปัญหาไว้เพียบ อนาคตเลยตกมาถึงลูกหลาน เป็นต้น จริงๆ อาจไม่ใช่ แต่นี่คือความลำเอียงแบบ Declinism
.

[8.] Framing effect

เช่น มีคนติดโรคอยู่ 600 คน ถ้ามีวัคซีอันหนึ่งช่วยเหลือชีวิตคนได้ 200 คน คุณจะเลือกวัคซีนี้ไหม คนส่วนใหญ่จะเลือกใช้
แต่ถ้าถามเฟสใหม่ ถามอีกครั้งหนึ่ง 
จากคนที่ติดโรค 600 คน ถ้าเอามาใช้แล้วทำให้คนตาย 400 คน 
คุณจะเลือกใช้ไหม คำตอบคนส่วนใหญ่ ไม่ใช้

อันนี้คือลักษณ framing effect เฟสแบบคิดบวก และคิดลบ แต่ผลลัพธ์เหมือนกัน
.

[9.] Just world hypothesis

หลายๆ คนจะเชื่อว่าโลกเรายุติธรรม และเราก็จะหาเหตุผลว่าโลกยุติธรรม เช่น เคสโดนปล้น 
เราก็จะคิดว่าคนดีๆ ทำไมโดนปล้น แต่ Just world hypothesis bias เราจะคิดว่าคนที่ถูกปล้นก็เป็นพวกโกงเหมือนกัน เห็นไหมผลบุญตามทัน เหมือนหนังเรื่อง โรบินฮู้ด ปล้นมาให้โลกรู้จัก

แต่จริงๆ แล้วเราก็ไม่รู้หรอกคนถูกปล้นนั้นทุจริตหรือเปล่า

เช่นอีกตัวอย่างคนจนคนรวย

คนขยันๆ แต่กลับไม่รวย
แต่ไอ้คนไม่เห็นจะขยันอะไร กลับร่ำรวย

คนที่มี Just world hypothesis คือพยายามทำให้โลกมีความยุติธรรม

เช่น ไอ้ที่จนทุกวันนี้ ไม่ใช่โลกไม่ยุติธรรมนะ จริงๆ แล้วมันเกิดจากคนจนนี่ มันขี้เกลียดแล้วเป็นคนที่ไม่ขยันขันแข่งเอาเปรียบคนอื่น

แต่ทั้งที่จริงเค้าอาจเป็นคนที่เก่งขยันขันแข่งก็ได้
.

[10.] In-group bias

เรามักจะชอบคนที่อยู่ในกลุ่มเรามากกว่าคนนอกกลุ่ม 
เช่น เราพึ่งรับคนเข้ากลุ่มร่วมกิจกรรม ซึ่งเรายังไม่ทันรู้ชื่อ รู้อะไรเลย แต่เราก็ in-group bias ไปเลยว่าคนที่เข้ามาร่วมกลุ่มกิจกรรมก็น่าจะดีล่ะ 
แต่จริงๆ คนๆ นั้นก็เป็นคนนอกกลุ่ม เป็นคนใหม่
.

[11.] Fundamental attribution error

สมุติเราเห็นคนนอนหลับในเวลาทำงาน 
คุณจะบอกเขาเลยว่าคนนี้เทียวดึก 
คือเราไป judge เค้า on character เลย

แต่ถ้าเป็นเราเราก็จะบอกว่าทำงานดึก อดหลับอดนอน ไม่ใช่เราเป็นคนไปเทียวดึก
.

[12.] Halo effect

เช่นเราเห็นคนสวยหล่อ แต่ตัวดูดี 
เราก็จะ halo make judgments ไปหมดว่าคนดีฐานะดี ดีฉลาด เรียบร้อย หรือพวกจบตรงคณะที่เรียนมา ขึ้นมาพูดเรื่องที่เกี่ยวข้อง ดูเก่งทันที แต่หากเป็นจบ IT มาพูดเรื่อง Digital Marketing ดูไม่เก่งทันที หรือ IT มาพูดเรื่อง Finance เป็นต้น

จริงๆ มันไม่เกี่ยวกันเลย มันอยู่ที่ประสบการณ์ของบุคคลต่างหาก
.

[13.] Placebo effect

ไม่มีเหตุผล แต่เป็นไปได้ 
เช่น มีงานวิจัยทางการแพทย์มากมายที่บอกคนไข้ว่า นี้เป็นยาแก้ปวด
แต่จริงมันคือน้ำตาลธรรมดาไม่มีตัวยาลดความปวดหัวใดๆ เลย
แต่คนป่วยที่กินยานั้นกลับรู้สึกว่าอาการปวดหัวลดลงมาก
.

14. Bystander effect (คนดู)

เช่น รถเกิดอุบัติเหตุอะไรสักอย่างหนึ่งเราก็จะมุง หรือไทยมุง 
เวลาเราขับรถผ่าน เราจะมีความรู้สึกว่าเดียวก็มีคนโทรไปหาตำรวจ

แต่เชื่อไหมว่าไม่มีคนโทรเลย เพราะเราคิดแบบเดียวกัน
มีแต่คนดู แต่ไม่มีคนทำ อันนี้เค้าเรียก bystander effect
.

[15.] Availability heuristic

อะไรที่เราคิดออกง่ายเราจะตอบมัน
เช่น หากมีคนถามว่าจะซื้อมือถือใหม่ ควรซื้ออะไรดี
เราก็จะตอบไปว่า iPhone เพราะมัน available เราใช้อยู่
ซึ่งจริงๆ เรายังไม่รู้ความต้องการของคนถามเลย ว่าจะซื้อมาใช้งานลักษณะไหนพิเศษไหม
.

[16.] Curse of knowledge 
หมายถึงเวลาเราเข้าใจเรื่องบางเรื่องแล้ว เราจะ as sume ว่าคนอื่นๆ ก็เข้าใจในแบบที่เราเข้าใจ มีงานวิจัยอันหนึ่ง เค้าบอกให้เราคิดเพลงอยุ่ในใจ แล้วแคะโต๊ะเป็นจังหวะเพลงนั้น แล้วให้เพื่อนทายว่า เป็นเพลงอะไร เช่น เพลง HBD เรารู้อยู่แล้ว แต่เราก็คิดว่าเพื่อนต้องรู้แน่ๆ แต่จริงๆ ถ้าเราเป็นเพื่อนเราจะคิดว่ามันเคาะเพลงไรของว่ะ ไม่เข้าใจ
.

[17.] Belief bias

เช่น เราศึกษาจากคู่มือผลิตภัณฑ์แล้วสามารถทำแบบนี้ได้ 
แต่พอมาลองทำตามแล้วกลับไม่ได้ นี่คือความลำเอียงที่เราเชื่อว่าคู่มืออ้างอิจว่าทำได้ เป็น conclusion support แต่ไม่ได้บอกว่าใช้งานได้จริงๆ ไหม เป็นต้น
.

[18.] Self-Serving bias

เป็นความลำเอียงแบบเข้าข้างตนเอง อะไรที่เราทำสำคัญเราจะบอกตัวเองว่าเก่ง แต่ถ้าล้มเหลวเราก็จะมีเหตุผลหลายหลายมารองรับ เช่น ลูกค้าไม่ได้เรื่อง ซึ่งเป็น external factor
.

[19.] Groupthink

ตามๆ กันไปหมด ซึ่งเป็นเยอะในการประชุม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมันขึ้นอยู่กับคนแรกเห็นด้วยหรือเปล่า

อีกตัวอย่างหนึ่ง การส่งเมลขอความคิดเหตุ ถ้ามีคนใดคนหนึงตอบเมลถัดจากนั้นจะเกิด groupthink ทันที 
.

[20.] Negativity bias

เช่นมีคนช่วยเราทำธุรกิจ 
เราก็จะคิดว่ายาก ดีจริงใครที่ไหนจะมาช่วยคนอื่นทำ
หรือทำแล้วจะเจ๊งไหม คำว่า เจ๊ง มัน influence เรามากกว่า
ซึ่งบางครั้งทำให้หลายคนพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิต
.

[21.] Optimism bias

พวกที่มองโลกในแง่ดีเกิดไป เช่น ผมจะทำเว็บขายออนไลน์แบบ
Amazon, Lazada ใน 1ปี

[22.] Pessimism bias

พวกที่มองโลกในแง่ร้าย มองหาแต่ข้อเสีย

[23.] Reactance

ยิ่งบอกให้ทำอะไรยิ่งทำตรงข้าม
เช่น หัวหน้าบอกให้ไปหาลูกค้าบ่อยๆ 
เราก็จะต่อต้านเลย เดี๋ยวจะทำให้ดูว่ายอดขายหลักล้าน
ไม่ต้องไปหาลูกค้าก็ทำได้

[24.] Spotlight effect

เราชอบคิดเอง ต้องมีคนดูเราเยอะแน่เลย
เช่น โพสอะไรสักอย่างลงเฟสบุ๊ค มันต้องมีคนอ่าน
กด Like กดแชร์ เยอะแน่ๆ จริงๆ แล้วเราจิตนาการไปเอง
คนส่วนใหญ่เขามีเวลาครอบครัวเขาอาจจะไม่ได้สนใจอ่านสิ่งที่คุณเขียนขนาดนั้น

.
Source : WeForum via Nopadol’sPodcast