Single Board Computer มียี่ห้ออะไรบ้าง? นอกจาก Raspberry Pi

ในยุคของ Internet of Things อุปกรณ์พวก Smart Home solution, Computer mini, Drone และอุปกรณ์ VR
เป็นต้น ซึ่งกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก วันนี้เรามาดูกันว่าในตลาดมี platforms อะไรบ้าง ซึ่งแต่ล่ะยี่ห้อก็จะใช้ chipset ต่างกันออกไป

อาทิเช่น อุปกรณ์ Amazon Alex, Google Home และ Xiao’ai อะไรพวกนี้ก็จะใช้ chipset ที่เป็น AI-based

นอกจาก Raspberry Pi มี Single Board Computer ยี่ห้ออะไรบ้าง?

1. Raspberry Pi

เป็นแบรน์ดคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วคือคอมพิวเตอร์ในบอร์ดเดียว ชื่อผลิตภัณฑ์คือ Raspberry Pi 3 Model B+ เป็นต้น

Raspberry Pi 3 Model B+

Raspberry Pi 3 Model B+

Spec.

2. Liber Computer Project

Liber Computer Project

เป็นแบรน์ดคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วคือคอมพิวเตอร์ในบอร์ดเดียว ชื่อผลิตภัณฑ์คือ Liber Computer Board ROC-RK3328-CC เป็นต้น

Spec.

3. ASUS

เป็นแบรน์ดคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วคือคอมพิวเตอร์ในบอร์ดเดียว ชื่อผลิตภัณฑ์คือ Tinker Board S เป็นต้น.

Features & Functionality

Spec.

นอกจากแบรน์ดบอร์ดหล่านี้แล้วยังมีอีกหลายบอร์ดเจ้าจีน อาทิเช่น Banana Pi และ Orange Pi เป็นต้น
(ที่ผ่านมามีข่าวไม่ค่อยจะดีเกี่ยวกับ Kernel Backdoor เลยไม่ได้รับความน่าเชื่อถือมากเท่าไหร่)

ซึ่งแต่ล่ะค่ายก็จะมี OS images เป็นของตนเอง และสามารถลง Linux ได้เช่น Debian, Ubuntu และ SUSE เป็นต้น

บอร์ดที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็คงเป็นแบรน์ด Raspberry Pi และบอร์ดสำหรับนักพัฒนาและ Startups
ก็คือบอร์ดแบรน์ด Liber Computer ที่ compatibled กับ Raspberry Pi และรองรับ Neutis N5 (Allwinner H5)

 

Cloud ต่างจาก virtualization อย่างไร

คลาวด์ต่างจาก virtualization อย่างไร?

คำถามที่มักพบบ่อยคือ “คลาวด์ต่างจาก virtualization อย่างไร” คำตอบแบบสั้นๆ อาจบอกได้ว่า คลาวด์เป็นพัฒนาการขั้นถัดมาของ virtualization และในทางกลับกัน virtualization เป็นรากฐานสำคัญของคลาวด์

เดิมที virtualization หรือ virtual machine เป็นการนำเซิร์ฟเวอร์หนึ่งเครื่อง มาแบ่งเป็นส่วนๆ โดยแต่ละส่วนมีสถานะเป็นเครื่องเสมือน (virtual machine หรือ VM) ที่มีซีพียูจำลอง หน่วยความจำจำลอง สตอเรจจำลอง และระบบปฏิบัติการของตัวเองแยกเป็นอิสระระหว่างกัน เราสามารถรันงานหลายงานบน VM แต่ละเครื่องได้ ทำให้เซิร์ฟเวอร์หนึ่งเครื่องสามารถให้บริการผู้ใช้งานหลายๆ กลุ่มได้พร้อมกัน โดยที่ผู้ใช้แต่ละกลุ่มมองไม่เห็นข้อมูลของกันและกัน ถือเป็นการใช้งานทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์ให้คุ้มค่ามากขึ้น

คลาวด์ เป็นการขยายความสามารถของ virtualization โดยนำทรัพยากรเซิร์ฟเวอร์หลายๆ เครื่องมารวมกัน ผู้ใช้สามารถทำงานบน VM ได้เช่นเดิม แต่ VM จะอยู่บนเซิร์ฟเวอร์เครื่องไหนก็ได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องสนใจเรื่องนี้ เพราะซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการคลาวด์จะกระจายงานให้เอง

ข้อดีของคลาวด์คือ การรวมทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องเข้าด้วยกัน ทำให้สมรรถนะการประมวลผลรวมสูงขึ้นกว่าเซิร์ฟเวอร์เดี่ยวๆ ถ้าหากมีงานที่ต้องใช้ทรัพยากรมากๆ ในช่วงเวลาเดียว ก็สามารถยืมพลังจากหลายๆ เครื่องมาใช้ได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนเครื่องเสมอไป

คลาวด์มีกี่ประเภท? Public, Private, Hybrid ต่างกันอย่างไร

คลาวด์มีกี่ประเภท? Public, Private, Hybrid ต่างกันอย่างไร

คลาวด์มีกี่ประเภท? Public, Private, Hybrid ต่างกันอย่างไร?

Public Cloud เป็นบริการคลาวด์ที่เปิดให้ลูกค้าทั่วไปสามารถเช่าใช้งานได้อย่างเสรี ผู้ใช้งานจากหลากหลายองค์กรจะเข้ามาแชร์ทรัพยากรจากโครงสร้างพื้นฐานชุดเดียวกัน ตัวอย่างผู้ให้บริการ public cloud ยอดนิยมได้แก่ Amazon Web Services, Microsoft Azure, Google Cloud Platform

ข้อดีของการใช้ public cloud คือสะดวก ราคาไม่แพง ไม่ต้องดูแลมาก แถมเทคโนโลยีทันสมัย มีเสถียรภาพสูง เพราะให้บริการโดยบริษัทขนาดใหญ่ แต่ข้อเสียคือ ข้อมูลของเราจะเก็บอยู่บนเครื่องของผู้ให้บริการ อาจเสี่ยงต่อความปลอดภัยของข้อมูล และอาจความยืดหยุ่นบางอย่างเพราะเป็นบริการสำเร็จรูปที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้จำนวนมากๆ

Private Cloud คือบริการคลาวด์ภายในองค์กรเพียงแห่งเดียว เกิดจากการรวมทรัพยากรประมวลผลจากในองค์กรมาทำเป็นคลาวด์ ตัวเครื่องอาจเก็บอยู่ภายในองค์กรหรือเช่าศูนย์ข้อมูลภายนอกก็ได้ แต่การใช้งานจะถูกจำกัดเฉพาะผู้ใช้จากองค์กรตัวเองเท่านั้น

ข้อดีของ private cloud อยู่ที่ความยืดหยุ่นในการออกแบบระบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรโดยตรง และความปลอดภัยของข้อมูลที่เชื่อถือได้มากกว่า เพราะข้อมูลอยู่ในพื้นที่ขององค์กรจริงๆ

Hybrid Cloud เป็นแนวคิดที่ออกแบบมาเพื่อชดเชยจุดอ่อนของทั้ง public และ private cloud โดยผสมผสานเครื่องที่อยู่บน public และ private cloud เข้าด้วยกัน องค์กรจึงมีทั้งงานที่รันอยู่บน public cloud ที่ไม่ต้องการความปลอดภัยสูงมาก (เช่น อีเมล หรือ เว็บ) แต่ต้องการต้นทุนที่ถูกกว่า และงานสำคัญที่รันอยู่บน private cloud ภายในองค์กร (เช่น ข้อมูลสำคัญของลูกค้า)

ข้อดีของ hybrid cloud คือความยืดหยุ่นในการย้ายงานไปมาระหว่าง public/private เช่น ในกรณีที่มีงานเร่งด่วน และทรัพยากรในองค์กรไม่เพียงพอ (เช่น การปิดบัญชีช่วงปลายปี) ก็สามารถย้ายงานบางส่วนไปรันบน public cloud ได้ทันที โดยไม่ต้องซื้อเครื่องเพิ่ม

การที่ hybrid cloud สามารถตอบโจทย์ทั้งฝั่ง public และ private cloud พร้อมๆ กัน ทำให้ช่วงหลังโลกไอทีได้ข้อสรุปแล้วว่า hybrid cloud เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและยืดหยุ่นที่สุด

สุดท้ายจะเลือก VMware หรือ OpenStack ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร

Source : //www.blognone.com/node/101237

แนวทางการทำ KPI สำหรับ IT Department (จำเป็นไหม?)

เรื่องของ KPI เป็นอะไรที่สำคัญอย่างมาก แล้ว KPI คืออะไร?

Key Performance Indicator หมายถึงดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงาน โดยเทียบผลการปฏิบัติงานกับมาตรฐานหรือเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ นอกจากจะเป็นวิธีการประเมินผลงานของพนักงานแล้ว ยังเป็นวิธีที่องค์กรใช้ในการวัดและประเมินผล เป็นต้น

ผมคิดว่าแม้ว่าการตั้ง KPI ของแผนกไอทีทำได้ยาก (ไม่รู้จะวัดอะไร ทำทุกอย่าง 55) แต่ KPI ก็จำเป็นอย่างยิ่ง บทความนี้อยากจะแบ่งปันข้อคิด (ส่วนตัว) ว่าเหตุใดแผนกไอทีจึงต้องตั้ง KPI โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการขึ้นเงินเดือน (เกี่ยวนิดๆ เหรอ !!)

KPIs IT Department

KPIs IT Department

ดังนั้นจากความหมายของ KPI ที่อธิบายมาก่อนหน้านี้ หากพูดในมุมมองงานที่เป็นการให้บริการ อาทิ เช่น แผนกไอที เค้าจะวัดอะไรกัน?
หลักๆ งาน Service Support จะเกี่ยวข้องกับ 3 สิ่งนี้ครับ

  1. เวลา
  2. คุณภาพ
  3. ต้นทุน

เวลา คืออะไร?

สำหรับคนทำงานด้านไอทีคงไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า SLA หรือมาตรฐานการให้บริการ (Service Level Agreement) เป็น KPI metric ที่เป็นมาตารฐานการให้บริการเลยก็ว่าได้ครับ SLA คือข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ เช่น ข้อตกลงระดับคุณภาพ, เวลา และอื่นๆ เป็นต้น

คุณภาพ คืออะไร?

นอกจากจะปฏิบัติงานสำเร็จแล้ว ต้องมีความถูกต้อง

เช่น การคอนฟิก Firewall, QoS นอกจากจะคอนฟิกให้ใช้งานได้แล้ว ต้องถูกต้องและมีประสิทธิภาพด้วยคือ ป้องกันการโจมตีได้, ลำดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ความเร็วการใช้เน็ตแบ่งแยกกลุ่มได้อย่างถูกต้อง  เป็นต้น

ต้นทุน คืออะไร?

อาทิเช่น การเลือกซื้ออุปกรณ์เครือข่าย เราซื้อยี่ห้อนี้ แบรนด์นี้ เราเลือกระบบปฏิบัติการนี้เพราะอะไร
เพราะใช้งานง่าย เพราะจะได้จบๆ หรือเพราะอะไร? อุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายสะดวกรวดเร็วโดยทั่วไปแล้วจะมีราคาสูงมาก สิ่งนี้คือต้นทุนหากเรามีความสามารถในระดับที่ไม่จำเป็นต้องเลือกซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาสูง เราก็ต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าแบรน์ดไหน ยี่ห้ออะไร รุ่นไหนที่มีฟีเจอร์ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และวิธีการแก้ปัญหาทำอย่างไร สิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันช่วยยูสเซอร์ได้อย่างไร

ยกตัวอย่าง เช่น อุปกรณ์ Internet load balance
ปัญหาคือ อินเทอร์ช้าเมื่อผู้ใช้ดาวน์โหลดไฟล์, ดูวิดีโอ Live
วิธีแก้ไขปัญหาคือ หาอุปกรณ์ Internet load balancing ทำรองรับการทำ QoS เลือก MikroTik (แทนที่จะซื้อ F5, Peplink อื่นๆ เป็นต้น)
สิ่งที่เราทำ: ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ดียิ่งขึ้น ต้นทุนต่ำ

จริงๆ แล้ว รูปแบบการบริหารจัดการระบบไอทีขึ้นอยู่กับ “ยุทธศาสตร์” หรือ Strategic of IT Department ด้วย

6 KPIs สำหรับแผนกไอที

  1. ด้านการทำงาน
    เป็นการวัดความร่วมมือที่ดีของทีม ตัวอย่างเช่น KPI ของการดำเนินการคือ ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์, ทางอีเมล และความพึงพอใจของพนักงานภายในที่ทำงาน พวกเค้า happy มั้ย?
  2. ด้านการจัดการในภาวะวิกฤติ
    เช่นระบบล่ม อินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ KPI ที่ใช้วัดจะเจาะจงไปที่เรื่องของเวลา (Mean Time to Recover) เป็นต้น
  3. ด้านความปลอดภัย
    การลงทุนในด้านความปลอดภัย ว่าสามารถป้องกันการโจมตีได้หรือไม่ ลดความกังวลของผู้บริหารได้หรือไหม รวมไปถึงการสำรองข้อมูล ตัว KPI ก็เช่น การกู้คืนข้อมูลคืน, โปรแกรมแอนติไวรัส ที่แสดงให้เห็นว่าช่วยลดความกังวลของผู้ใช้งานและผู้บริหารได้
  4. ประสบการณ์ของผู้ใช้ (และลูกค้า)
    กรณีแผนกไอทีพัฒนาโปรแกรมใช้งานเอง ต้องให้แน่ใจว่าระบบหรือโปรแกรมนั้นสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ได้ดี ใช้งานง่าย ปลอดภัย เป็นต้น

    สิ่งที่เรากำลังจะทำมันเกี่ยวอะไรกับผู้ใช้ และลูกค้า ไม่ใช่คิดแต่จะทำ

  5. ต้นทุนและเวลา

    เวลาเป็นสิ่งเดียวที่คนทุกคนในโลกนี้มีเท่ากัน

    ในการออกแบบระบบ ติดตั้งระบบ การแก้ไขปัญหา เราสามารถจัดการความรับผิดชอบ การลดต้นทุนอุปกรณ์ได้ดีแค่ไหน ระยะเวลาแต่ละโปรเจคเป็นอย่างไร ใช่ว่าประหยัดเงินซื้ออุปกรณ์แล้วมานั่งเสียเวลาทำเองเป็นปี อย่างนี้ไม่ใช่นะครับเจ้านาย ^^

  6. กำไร
    สุดท้ายแล้วคุณต้องตอบให้ได้ว่าโปรเจคที่กำลังทำมันทำกำไรได้อย่างไร ช่วยสนับสนุนฝ่ายขาย ฝ่ายบริการลูกค้าได้อย่างไร
    ดังนั้นแผนกไอที ผู้จัดการไอทีจึงมีความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคยุคดิจิทัล 4.0 ครับ
KPIs IT Department

KPIs IT Department

ทําไมใช้ SAP ? ทําไมต้องใช้ Salesource ?

จากข้อความด้านบน หากตอบคำถามนี้ไม่ได้อย่างพึ่งลงทุนในระบบไอที

  1. เรากำลังแก้ไขปัญหาอะไร
  2. วิธีการแก้ปัญหาคืออะไร หน้าที่ความรับผิดชอบใครทำ แล้วทำไง เสร็จเมื่อไหร่
  3. สิ่งที่เรากำลังจะทำ มันแตกต่างจากวิธีการเดิมๆ อย่างไร
  4. มันเกี่ยวกับลูกค้าอย่างไร

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านนะครับ (หากอ่านแล้วเป็นประโยชน์ก็ฝากแชร์ให้ทีมได้อ่านด้วยนะครับ)

ฟรี! KVM Remote Management จาก Intel® AMT

Intel® Active Management Technology (Intel® AMT)
…ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ Remote KVM Management !?!

AMT เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบไอที สามารถรีโมทควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกลได้
รองรับเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรเซสเซอร์ Intel® Core™ vPro™ เจนเนอเรชั่นล่าสุด เท่านั้น
ด้วยคุณสมบัติ KVM ทำให้ผู้ดูแลระบบราวกับไปนั่งใช้งานอยู่หน้าเครื่อง

วันนี้แอดมีวิธีเปิดการใช้งาน AMT บนเครื่องเซิรฟ์เวอร์ Dell PowerEdge T30 มาฝาก…

1. เปิดเครื่องเซิรฟ์เวอร์
2. กด Ctrl+P
– จะเข้าสู่หน้า AMT ให้เรากำหนดรหัสผ่านใหม่
default คือ admin

ให้กำหนดรหัสผ่านใหม่ ประกอบไปด้วย… อักษรตัวเล็ก ใหญ่ และอักษรพิเศษ …  (8 ตัวอักษรขึ้นไป)
จากนั้นกำหนด IP Adddress สามารถตั้งได้ทั้ง DHCP และ Static IP address

3. รีบูตเครื่อง

…ถัดมาให้ติดตั้งโปรแกรม Remote Client ชื่อโปรแกรม MeshCommander

สามารถดาวน์โหลดโปรแกรม meshcommander ได้จากลิงก์ข้างล่างนี้
//www.meshcommander.com/meshcommander
.

– จากนั้น Add computer หรือ Scan
แล้ว connect เท่านี้ก็สามารถรีโมทไปเครื่องปลายทางได้แล้วครับ
(โดยจะมี Security Code ให้เราใส่ยืนยันด้วย)

สำหรับใครที่ใช้เซิร์ฟเวอร์แบรน์อื่นๆ Firmware จะ integrated มาให้อยู่แล้ว
ฟังก์ชันการรีโมทมีทั้งต้องจ่ายเงินค่า license และแบบให้ใช้งานฟรี เช่น iDRAC, IPMI เป็นต้น

Intel® Active Management Technology

Intel® Active Management Technology

Apple Support เรื่องที่ผู้บริโภคไม่เคยรู้ เรื่องที่ผู้ให้บริการไม่เคยบอก

ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าห่างหายจากการเขียนบล็อกนามากครับ (มากจริงๆ ครับ 555) เอาเป็นว่าวันนี้อยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์การการเป็นลูกค้าแบรน์ด Apple ด้วยการที่เราใช้อุปกรณ์แบรน์ด Apple เป็นหลัก (เดิมที Android) แต่เนืองด้วยอุปกรณ์ Apple ตอบโจยน์การทำงานมากกว่าครับ … เข้าเรื่องเลยแล้วกัน

22.07.2561 มีโอกาสได้เข้ารับบริการเปลี่ยนแบต iPhone 6 Plus ที่ศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตจาก Apple นั้นก็คือศูนย์ iCenter by SPVi ฟอร์จูน ครับ AASP ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่อยู่ที่ 1,000 บาท (วันนี้ – 31 ธ.ค. 61)

ศูนย์ iCenter by SPVi

ศูนย์ iCenter by SPVi

รุ่นไหนที่เปลี่ยนได้บ้าง?

  • iPhone 6, 6 Plus
  • iPhone 6s, 6s Plus
  • iPhone SE
  • iPhone 7, 7 Plus
    ที่เครื่องนั้นๆ แบตเตอรี่เข้าข่ายเสื่อมสภาพแล้ว โดยทาง AASP (Apple Authorized Service Provider ) จะเช็คสภาพให้ก่อนนะครับ ปกติแล้วเครื่องมีอายุประมาณ 2 ปีขึ้นไปมีโอกาสที่แบตจะเสื่อมจะสภาพได้มาก

เครื่องผมใช้งานมาได้ 2ปี แล้วครับ นี่เป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนแบต ระยะเวลาถ้าแบตเตอรี่มีในสต๊อกของ AASP สามารถเปลี่ยนและรอรับได้เลย (ประมาณ 1-2 ชั่วโมง)

เมื่อเดินทางไปถึงศูนย์ iCenter by SPVi เวลาบ่ายๆ ของวันอาทิตย์ คำตอบที่ได้รับคือระบบ Customer Support ไม่สามารถใช้งานได้ (ล่ม/ปิดปรับปรุง) ยังไม่พอครับ ปกติวันอาทิตย์ทาง Apple จะปิดปรับปรุงโดยที่ทางศูนย์บริการในประเทศไทยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะปิดหรือกลับมาใช้งานได้ตอนไหน
Wow … ไหนๆ ก็ไหนผมเลยเปิดแอพ Apple Support (คนที่ใช้อุปกรณ์มือถือ iPhone สามารถติดตั้งได้นะครับ ฟรี) เป็นแอพ Chat คุยกับเจ้าหน้าที่ Support ต่างประเทศโดยตรง (ภาษาอังกฤษ) ถาม (โว้ย) ไปเยอะมาก 555 เจ้าหน้าที่บอกว่าวันนี้ไม่สามารถให้บริการได้ และไม่รู้ว่าระบบจะกลับมารันใช้งานได้ตอนไหน … คุยเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ทำ appliontment นัดหมายให้เป็นวันพรุ้งนี้ ในขั้นตอนนี้สิ่งที่คุณต้องทำคือ

  1. เช็คกับศูนย์ที่ไปใช้บริการให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่คุณจะมาเปลี่ยนเค้ามีของไหม
  2. ถ้ามีทำเรื่องของจองไว้เลยแล้วจะมาเปลี่ยนในวันเวลาตามนัดหมาย
    (ไม่งั้นของหมดสต็อต บอกไว้ก่อนครับศูนย์ iCenter ไม่มีการยืมของจากสาขาอื่นๆ มาให้คุณนะ)
    ไม่เหมือนคุณไปซื้อ case ติดฟิมส์นะที่จะเดินไปยืมร้านข้างๆ มาให้คุณได้ 55
  3. หากระบบพร้อมใช้งานได้ ให้เค้าโทรติดต่อกลับทันที (ผมทิ้งเบอร์ไว้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาอีกรอบ)
  4. สำรองข้อมูลมาให้เรียบร้อย

ด้วยความโชดดี ขณะเดินเล่นๆ เจ้าหน้าที่โทรมาบอกว่าระบบพร้อมใช้งานแล้ว (เนื่องจากการเปลี่ยนอุปกรณ์ศูนย์บริการต้องลิงกเชื่อมต่อข้อมูลอัพเดตกับ Database ต่างประเทศ ซึ่งตามกฏเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจดบันทึก S/N เครื่องไว้ได้แล้วมากรอกทีหลังตอนระบบกลับมาทำงาน ต้อง sync เท่านั้น)

ก่อนเปลี่ยนแบตสิ่งที่คุณต้องตอบคือ

  1. เคยซ่อม เคยแกะเครื่องมาใหม่
  2. ทำการสำรองข้อมูลยัง หากเปลี่ยนแบตแล้วรัน test ไม่ผ่านต้องล้างเครื่องใหม่เท่านั้น
  3. เตรียมจ่ายเงิน 555 (ยิ้มก็ 1,000 บาท ตามโปรโมชั่น)

งานเข้าเมื่อกฏข้อแรกที่ทาง Apple ให้ผ่านคือเครื่องเคยเปลี่ยนหน้าจอมา (ปกติเครื่องที่แกะเค้าจะไม่รับเคลม)
จุดที่หน้าตกใจคือตรงนี้ครับ ทุกศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตจาก Apple ไม่ว่า iCenter หรือรายอื่นๆ จะต้องส่งแบตเก่าไปต่างประเทศ
ตัวแบตต้องอยู่ในสภาพภายนอกสมบูรณ์ แต่ๆๆๆๆ เครื่องผมดันมีสติ๊กเกอร์วอย รับประกันสินค้า ติดที่แบตคือ ร้านเปลี่ยนหน้าจอ
มาติดสติ๊กเกอร์วอย รับประกันสินค้าที่ตัวแบตเพื่อ??? นี่คือกลยุทธิขั้นสูงเลยครับ 555 (ผมจะไม่บอกว่าแชร์ธุรกิจกลโกง ให้เราไปตีความหมายกันเอง) เปลี่ยนหน้าจอแต่ สติ๊กเกอร์วอย รับประกันสินค้าที่ตัวแบต หากจะเปลี่ยนหน้าจอที่ร้านทั่วไป อย่าให้เค้าติดวอยทับตัวแบตเด็ดขาด! ถ้าไม่อยากจ่าย 2,900 🙂

เรื่องที่ผู้บริโภคไม่เคยรู้ เรื่องที่ผู้ให้บริการไม่เคยบอก

เคสลักษณ์นี้ต้องซื้อแบตใหม่เท่านั้นครับในราคา 2,900 บาท (แม้เจ้า) อ่านมาถึงตรงนี้อยากจะฝากคือ
การเปลี่ยนอุปกรณ์ Apple เช่นหน้าจอจากร้านข้างนอก ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ สินค้าดีและราคาถูกมาก ก็ประมาณ 2,000-3,000 บาท
แต่ถ้าเปลี่ยนจอที่ศูนย์ Apple ราคาประมาณ 5,XXX บาท และต้องรอ 7-15 วัน เพราะต้องส่งเครื่องไปเปลี่ยนที่สิงค์โปร
แต่ข่าวดีล่าสุด iCenter สาขาที่ตึก G (iCenter @G Tower Rama9) ได้สิทธิเปลี่ยนหน้าจอไอโฟนแล้วครับ หากสินค้ามีสามารถรอรับได้เลย

จากการใช้บริการศูนย์บริการ iCenter by SPVi ฟอร์จูน ประทับใจมากๆ ครับ บริการดีมากจริงๆ คุยกันตรงๆ แถมมีการบอกว่าอนาคตคงพวกผมคงย้ายไปต่างจังหวัด เพราะวันนึงศูนย์ Apple เปิดตัวที่ Bangkok แล้ว ลูกค้าจะเข้าศูนย์โดยตรงแบบที่ศูนย์สิงคโปร์ ดังนั้น Authorised Service Provider หรือตัวแทนซ่อมจะถูกย้ายไปให้บริการลูกค้าต่างจังหวัดแทน

ไม่ได้เขียนบล็อกนาน วันนี้เอาไว้เท่านี้ก่อนนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านนะครับ (แชร์ให้เพื่อนที่ใช้อุปกรณ์ Apple)